คัมภีร์กุรอานต่างจากคัมภีร์ไบเบิลอย่างไร

คัมภีร์กุรอานต่างจากคัมภีร์ไบเบิลอย่างไร

ชาวคริสเตียนบางคนกล่าวว่าคัมภีร์กุรอานเป็นเพียงสิ่งที่คัดลอกมาจากคัมภีร์ไบเบิลหรือไม่ก็นบีมุฮัมมัดเป็นผู้คัดลอกมาเป็นเรื่องจริงที่นบีมุฮัมมัดได้รับคัมภีร์กุรอานหลังจากที่คัมภีร์ไบเบิลได้มีอยู่ก่อนแล้ว และก็เป็นเรื่องจริงที่คัมภีร์กุรอานกับคัมภีร์ไบเบิลพูดถึงหลายสิ่งที่เหมือนกัน แต่การด่วนสรุปว่ามุฮัมมัดได้ศึกษาคัมภีร์ไบเบิลเพื่อที่จะคัดลอกมาทำเป็นคัมภีร์กุรอานนั้นดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไร้สติและรับไม่ได้เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้ 

1) ไบเบิลภาษาอาหรับไม่มีในสมัยนบีมุฮัมมัด ในสมัยของนบีมุฮัมมัดไม่มีคัมภีร์ไบเบิลฉบับแปลภาษาอาหรับซึ่งเรื่องนี้นักวิชาการตะวันตกเองก็ยอมรับในหนังสือเรื่อง The Text of the Old Testament โดย Ernst Wurthwein กล่าวว่า : ด้วยชัยชนะของอิสลาม การใช้ภาษาอาหรับได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางจนมันเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันแม้กระทั่งในหมู่ชาวยิวและชาวคริสเตียน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีคัมภีร์ไบเบิลภาคภาษาอาหรับซึ่งเมื่อแปลออกมาแล้วก็มีการตีความหมายแตกต่างกันออกไป?ดังนั้น การแปลคัมภีร์ไบเบิลภาษาฮิบรูเป็นภาษาอาหรับครั้งแรกจึงเกิดขึ้นหลังสมัยอิสลาม ความจริงแล้ว คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเก่าฉบับเก่าแก่ที่สุดนั้นเพิ่งมีขึ้นเมื่อตอนครึ่งแรกของศตวรรษที่ 9 นี่เองส่วนในเรื่องของพันธสัญญาใหม่นั้น ซิดนีย์ กริฟฟิธ (Sidney H. Griffith) ผู้ที่ศึกษาอย่างกว้างขวางถึงคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ฉบับแปลภาษาอาหรับกล่าวว่า : บันทึกคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ในภาษาอาหรับที่เก่าแก่ที่สุดก็คือฉบับซีนายซึ่งถูกเขียนโดยสตีเฟ่นแห่งร็อมละฮฺในปี ค.ศ.897 นบีมุฮัมมัดเสียชีวิตในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 7 หรือใน ค.ศ.632

2) นบีมุฮัมมัดไม่รู้หนังสือ เนื่องจากนบีมุฮัมมัดอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ ดังนั้น การอ้างว่านบีมุฮัมมัดได้ศึกษาและซึมซับรับเอาความเชื่อทุกอย่างจากชาวคริสเตียน ชาวยิว ชาวโซโรแอส เตอร์และชาวอาหรับโบราณมารวบรวมเป็นคัมภีร์กุรอานจึงเป็นเรื่องน่าหัวเราะ เพราะแม้แต่ศัตรูของอิสลามเมื่อ 1,400 ปีที่แล้วก็รู้ดีว่านบีมุฮัมมัดเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ และก็ไม่มีบันทึกของพวกอาหรับบูชาเจว็ดในมักก๊ะฮฺที่กล่าวหานบีมุฮัมมัดว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้หนังสืออัลลอฮฺได้ทรงตอบเรื่องนี้ไว้ในคัมภีร์กุรอานว่า : และก่อนหน้านั้น เจ้า(มุฮัมมัด)มิได้อ่านคัมภีร์ใดๆและเจ้ามิได้เขียนมันด้วยมือของเจ้า มิฉะนั้นแล้ว พวกกล่าวความเท็จจะสงสัยอย่างแน่นอน มิใช่เช่นนั้นหรอก มันคืออายะฮฺทั้งหลายที่ชัดเจนอยู่ในหัวอกของบรรดาผู้ได้รับความรู้ และไม่มีผู้ใดปฏิเสธอายะฮฺทั้งหลายของเรานอกจากพวกอธรรม? (กุรอาน 29:48-49)

3) ไม่มีการแปล ภาษาที่นบีมุฮัมมัดพูดคือภาษาอาหรับและคัมภีร์กุรอานก็ถูกประทานแก่ท่านเป็นภาษาอาหรับ คัมภีร์กุรอานภาษาอาหรับดั้งเดิมถูกเรียกว่าอัลกุรอานเสมอ ไม่เคยมีการแปล แต่ภาษาของคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาเก่าเป็นภาษาฮิบรูโบราณและพระเยซูก็เป็นชาวยิวที่พูดภาษาอาราเมอิคที่เป็นภาษาพูดของชาวฮิบรู ภาษานี้ถูกจัดอยู่ในภาษาเซมิติกตะวันออก แต่คัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นเป็นภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาตะวันตกหลังสมัยของพระเยซูคริสต์คัมภีร์ไบเบิลเป็นการรวบรวมการเขียนที่ทำขึ้นในช่วงเวลาต่างๆของประวัติศาสตร์และได้รับการตรวจแก้ไขโดยนักเขียนหลายคน บางฉบับก็ไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปคัมภีร์ไบเบิลฉบับแรกเกิดขึ้นเมื่อใดยังเป็นเรื่องที่สับสน เป็นที่เชื่อกันว่าคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าแก่ที่สุดก็คือฉบับ Codex Vaticanus (ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องสมุดวาติกัน)ซึ่งเก่าแก่กว่าฉบับ Codex Sinaticus (ถูกเก็บรักษไว้ในห้องสมุดอังกฤษ) เพียงเล็กน้อย ทั้งสองฉบับนี้ถูกคัดสำเนาไว้ในศตวรรษที่ 4สำหรับเรื่องราวของพระเยซูนั้นมีบันทึกอย่างน้อยที่สุด 50 ฉบับถูกเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 1 หรือ 2 ในจำนวนมีสี่ฉบับ คือ มัทธิว มาระโก ลูกาและโยฮันที่ถูกรวมไว้ในคำสอนที่เป็นทางการในระห่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 และปัจจุบันสามารถพบได้ในคัมภีร์ไบเบิลทุกเล่ม ส่วนสำเนาบันทึกฉบับดั้งเดิมนั้นได้สูญหายไป สิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ก็คือสำเนาฉบับที่เขียนด้วยมือซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรขาดหายไปจากต้นฉบับเดิมมากน้อยแค่ไหนรูดอล์ฟ บุลท์มานน์ (Rudolf Bultmann) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาใหม่แห่งศตวรรษที่ 20 ได้เขียนเกี่ยวกับชีวิตพระเยซูไว้ว่า : ขณะนี้เราแทบไม่สามารถรู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตและบุคลิกภาพของพระเยซู ทั้งนี้เนื่องจากแหล่งข้อมูลของชาวคริสเตียนไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลก็กระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและมักเป็นตำนานบอกเล่า อีกทั้งแหล่งข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับพระเยซูก็ไม่มีบันทึกคัมภีร์ไบเบิลที่เก่าแก่ที่สุดก็คือฉบับของมาระโกซึ่งนักวิชาการกล่าวว่าได้ถูกเขียนขึ้นในราว ค.ศ.57-70 บันทึกฉบับอื่นๆก็ถูกเขียนขึ้นหลังจากนั้นอีกเป็นเวลานานและบันทึกคัมภีร์ไบเบิลฉบับสุดท้ายของทั้งสี่ฉบับ(ฉบับโยฮัน)ก็ถูกเขียนขึ้นระหว่าง ค.ศ.85-100 ต้นฉบับของคัมภีร์ไบเบิลทั้งหมดนี้ถูกเขียนเป็นภาษากรีกและความถูกต้องของทั้งสี่ฉบับนี้ก็มีข้อโต้แย้ง

4) การอ้างอิงตัวเอง คัมภีร์ไบเบิลไม่มีการอ้างอิงตัวเอง นั่นคือ คำว่าไบเบิลไม่มีปรากฏอยู่ในตัวของคัมภีร์ไบเบิล ความจริงแล้ว มีชาวคริสเตียนบางกลุ่มเท่านั้นที่เชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิลทั้งหมดเป็นวจนะของพระเจ้าที่ถูกประทานมา ข้อความต่างๆมากมายในคัมภีร์ไบเบิลที่ขัดแย้งกันและคามคิดต่างๆที่น่าสงสัยได้ทำให้ชาวคริสเตียนไม่สามารถป้องกันข้อกล่าวอ้างนี้ได้เมื่อเปรียบเทียบกับคัมภีร์กุรอานแล้ว ข้ออ้างของคัมภีร์กุรอานที่ว่าตัวมันเองเป็นบันทึกวจนะของพระเจ้าที่ถูกประทานลงมาแก่นบีมุฮัมมัดสามารถยืนยันได้จากความจริงที่ว่าผู้พูดในคัมภีร์กุรอานคือพระเจ้าที่พูดโดยตรงกับมนุษย์ในขณะที่คำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดที่ถูกเรียกว่าฮะดีษนั้นถูกรวบรวมแยกไว้ต่างหาก คัมภีร์กุรอานบอกแล้วบอกอีกว่ามันเป็นวจนะของพระเจ้า มันมีการอ้างอิงตัวเอง นั่นคือ มันเรียกตัวเองว่ากุรอานถึง 70 ครั้งด้วยกัน

5) การจดจำถ้อยคำของคัมภีร์กุรอานถูกประทานแก่นบีมุฮัมมัดตลอดช่วงชีวิตแห่งการเป็นนบีของท่านเป็นเวลาถึง 23 ปีซึ่งในช่วงนี้มีเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมายและคัมภีร์กุรอานได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านเพื่อเป็นทางนำและตอบปัญหาต่างๆ เมื่อนบีมุฮัมมัดได้รับข้อความเหล่านี้ ท่านก็ได้สั่งให้บรรดาสาวกของท่านบันทึกหรือไม่ก็ท่องจำไว้ ในเวลานั้นมีสาวกของท่านมากมายหลายคนที่สามารถท่องจำกุรอานได้จนเราสามารถพูดว่านับตั้งแต่วันแรกที่ได้มีการประทานกุรอานลงมา คัมภีร์กุรอานได้อยู่ในมือและอยู่หัวใจของผู้คนมากมายแล้วก่อนที่นบีมุฮัมมัดจะเสียชีวิต คัมภีร์กุรอานทั้งหมดได้ถูกเขียน ถูกตรวจทานและยืนยันความถูกต้องโดยท่านนบีเอง และนับตั้งแต่นั้นมา คัมภีร์กุรอานก็ยังคงปลอดพ้นจากความเสียหายหรือการถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขทั้งนี้เพราะมีสำเนาคัมภีร์กุรอานมากมายหลายฉบับอยู่ในมือมุสลิม ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความใดๆถึงแม้บางคนคิดจะทำก็ตาม ทั้งนี้เพราะคัมภีร์กุรอานฉบับมาตรฐานได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วก็ยังมีมุสลิมจำนวนมากมายที่สามารถท่องจำคัมภีร์กุรอานได้ หากใครคิดจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ คนเหล่านี้ก็สามารถรู้ได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้น อัลลอฮฺก็ได้สัญญาไว้ด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นว่าพระองค์จะทรงรักษาคัมภีร์กุรอานไว้โดยพระองค์ได้ทรงกล่าวว่า : แท้จริง เราเองที่ประทานข้อตักเตือนนี้(คัมภีร์กุรอาน)ลงมาและแน่นอนเราจะเป็นผู้รักษามัน? (กุรอาน 15:9)ในตอนที่นบีมุฮัมมัดเสียชีวิต บรรดาสาวกของท่านนบีก็ได้รวบรวมส่วนต่างๆของคัมภีร์กุรอานที่ตัวเองมีอยู่เข้าเป็นรูปเล่มแล้ว ในสมัยของเคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺผู้สืบอำนาจการปกครองต่อจากท่านนบีมุฮัมมัดได้มีการแต่งตั้งให้เซด บินษาบิตเป็นผู้รวบรวมคัมภีร์กุรอานฉบับทางการขึ้น หลังจากที่ได้ตรวจสอบความถูกต้องอย่างพิถีพิถันแล้ว กุรอานที่ถูกรวบรวมโดยเซดก็ได้ถูกใช้เป็นฉบับทางการ

6) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเหตุผลสำคัญที่สุดที่คัมภีร์กุรอานไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็คือคัมภีร์กุรอานถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบของภาษาดั้งเดิมซึ่งต่างจากคัมภีร์ไบเบิล ไม่เคยมีใครในโลกมุสลิมเคยคิดที่จะทิ้งกุรอานฉบับภาษาอาหรับและเอาฉบับแปลมาใช้แทน ดังนั้น คัมภีร์กุรอานที่เรามีอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นฉบับเดียวกับที่นบีมุฮัมมัดได้รับจากพระเจ้า ดังนั้น ความถูกต้องน่าเชื่อถือของมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของคัมภีร์กุรอานที่ถูกประทานมาเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนก็คือความจริงที่ว่าชาวอาหรับที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันสามารถอ่านและทำความเข้าใจมันได้ ภาษาอื่นๆทุกภาษาอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา บางภาษาเปลี่ยนไปในเวลาเพียงแค่ 100-200 ปี ดังนั้น ใครที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของภาษาจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่คนพูดภาษาอาหรับในปัจจุบันจะอ่านและเข้าใจคัมภีร์เล่มหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,400 ปี แต่กระนั้น จนปัจจุบันนี้ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ความจริงแล้วทุกวินาทีตลอดทั้งปีของทุกปีเสียด้วยซ้ำที่คัมภีร์กุรอานได้ถูกอ่านมานานนับร้อยศตวรรษและก็ยังจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปจนถึงวันสิ้นโลก ยิ่งมีหนทางในการสื่อสารมากเท่าใด การอ่านคัมภีร์กุรอานก็จะยิ่งแพร่กระจายไปมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของท่านนบีมุฮัมมัดที่เหนือกว่าสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆทั้งหมดอัลลอฮฺทรงกล่าวว่า ?นี่คือคัมภีร์ที่ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยใดๆในนั้น เป็นทางนำสำหรับผู้มีความยำเกรงพระเจ้า? (กุรอาน 2:2) ในอีกอายะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า ?จงกล่าวเถิดว่าเมื่อความจริงมา ความเท็จก็มลายไป แท้จริง ความเท็จนั้นจะมลายไปเสมอ? (กุรอาน 17:81)

บทความโดยอาจารย์บรรจง  บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม  มูลนิธิสันติชน

————————————————————————

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1) Bultmann, Rudolf. Jesus and The Word, Charles Scribner?s Sons, New York, 1958

2) Canon of the New Testament , Catholic Encyclopedia (www.newadvent.org).

3) Griifith, Sidney H. ?The Gospel in Arabic : An Enquiry into Its Appearance in the First Abbasid Century? in Oriens Christianus, volume 29,pp.131-132.

4) Wurthwein, Ernst. The Text of the Old Testament. Grand Rapids, Michigan : William B. Eerdmans Publishing Company,1988.

sabily

บางทีชีวิตของคนเราไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว เพียงแค่เราก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เราก็สามารถที่จะเข้าเส้นชัยได้เหมือนกัน

0 comments

  • Hello, guest
  • Logout
  • Login

    Or use one of these social networks

Contact us

We're not around right now. But you can send us an email and we'll get back to you, asap.

Questions, issues or concerns? I'd love to help you!

Click ENTER to chat