การเป็นนบีและบรรดานบี ตอนที่ 2

ถ้าหากคัมภีร์กุรอานไม่ได้แนะนำพระเยซูให้เราได้รู้จัก เราก็จะไม่มีวันรู้ถึงชีวิตและคำสอนของท่านได้อย่างถูกต้อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกนักบวช ( และคนอื่นๆ ) ได้เอาสัจธรรมของพระเยซูไปผสมกับปรัชญา และลัทธิบูชาเทวรูปของกรีกโบราณโดยอ้างว่ามนุษย์เป็นพระเจ้าและทำให้พระเจ้าเป็นรูปร่างขึ้นมา ความเชื่อในเรื่องตรีเอกานุภาพเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนตัวอย่างหนึ่ง บางทีโรมอาจจะยอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาทางการของรัฐเมื่อตอนที่เทศกาลต่างๆของพวกเดียรถีย์ วันหยุดทางศาสนา และพิธีกรรมต่างๆได้ถูกริเริ่มขี้นมาแล้ว หากปราศจากการประทานกุรอาน มันก็จะเป็นเรื่องยากมากที่จะบอกเรื่องพระเยซูจากอะโดนิสหรือ ไดโอนีซุส*

เมื่อพิจารณาว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เพิ่งผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ และพิจารณาถึงสิ่งที่ชาวคริสเตียนทำกับนบี และคัมภีร์ของตน เราก็สงสัยว่าอีกกี่คนได้รับความผิดเช่นเดียวกันนี้ มีฮะดิษที่เชื่อถือได้ตอนหนึ่งกล่าวว่า : “สานุศิษย์ของนบีจะปฏิบัติภาระกิจของท่านให้ลุล่วงไปหลังจากการเสียชีวิตของท่าน แต่ต่อมาสาวกบางคนของนบีจะทำให้ทุกสิ่งที่ท่านได้นำมาต้องเกิดความสับสน” นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะปัจจุบันหลายศาสนาที่เราถือว่าผิดเพี้ยนได้หันมาสู่ความเท็จ ความเชื่อในโชคลางไสยศาสตร์และตำนานมาเนิ่นนานแล้วโดยเจตนาที่ชั่วร้ายของศัตรูศาสนาเหล่านั้น( หรือเป็นความผิดของผู้ปฏิบัติตามศาสนาเหล่านั้น ) ถึงแม้ว่าคำสอนดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ของมัน (ที่มาจากพระเจ้า ) ยังพอมีอยู่บ้างก็ตาม

การกล่าวว่าใครบางคนเป็นนบีโดยที่คนนั้นไม่ใช่นบีก็คือการปฏิเสธศรัทธาเช่นเดียวกับกรณีการปฏิเสธนบีที่แท้จริง ในทางตรงข้าม ถ้าหากกรณีของศาสนาอื่นๆที่ถูกบิดเบือนเป็นเหมือนกับกรณีของศาสนาคริสต์ เราก็ควรจะมองศาสนาเหล่านั้นด้วยความระวังพอสมควรและสงวนการตัดสินไว้ เราควรจะพิจารณาสิ่งที่ศาสนาพุทธหรือศาสนาพราหมณ์อาจจะมีอยู่อย่างแท้จริงในรูปแบบดั้งเดิมเช่นเดียวกับหลักการที่อ้างว่ามาจากขงจื๊อหรือการปฏิบัติและความเชื่อของผู้ที่อ้างว่าติดต่อกับวิญญาณได้ บางทีศาสนาเหล่านี้อาจยังคงมีซากเล็กซากน้อยของสิ่งที่เคยเป็นมาแต่ดั้งเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง

หลายศาสนาที่ครั้งหนึ่งเคยบริสุทธิ์ได้ถูกบิดเบือนและเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องยอมรับความบริสุทธิ์ของรากฐานดั้งเดิมของศาสนาเหล่านั้น คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า : ไม่มีหมู่ชนใดที่ไม่มีผู้ตักเตือนอยู่ในหมู่พวกเขา ( กุรอาน 34 : 24 ) และ เราได้ส่งรอซูลคนหนึ่งไปยังทุกหมู่ชน ( กุรอาน 16 : 36 )

อายะฮฺกุรอานดังกล่าวประกาศว่าพระเจ้าได้ส่งรอซูลไปยังทุกหมู่ชนคัมภีร์กุรอานเอ่ยชื่อนบีไว้ 28 คน จากจำนวน 124000 คน ( หรือบางที่ 224000 คน ) เราไม่รู้แน่ชัดว่าเมื่อใดและที่ไหนที่ศาสดาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่แต่เราไม่ต้องรู้ถึงรายละเอียดเช่นนั้น เพราะ : ก่อนหน้าเจ้า เราได้ส่งศาสนทูตมาหลายคนแล้วซึ่งบางคนเราได้เล่าเรื่องราวให้เจ้าและบางคนเราก็ไม่ได้เล่า ( กุรอาน 40 : 78 )

การศึกษาศาสนา ปรัชญาและโบราณคดีเปรียบเทียบเมื่อเร็วๆนี้ เปิดเผยให้ทราบว่าหมู่ชนที่แยกกระจัดกระจายกันออกไปอย่างกว้างขวางนั้น มีแนวความคิดและการปฏิบัติบางอย่างที่เหมือนกัน ในบรรดาแนวความคิดและการปฏิบัติเหล่านี้ก็คือการเปลี่ยนจากความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์มาสู่ความเชื่อพระเจ้าองค์เดียวและการสวดวิงวอนต่อพระเจ้าองค์เดียวในยามทุกข์ยากลำบากโดยการยกมือขี้นและขออะไรบางอย่างจากพระองค์ ปรากฏการณ์เช่นนั้นได้ชี้ให้เห็นถึงแหล่งที่มาและคำสอนอย่างเดียวกัน ถ้าหากชนเผ่าโบราณที่ห่างไกลจากอารยธรรมและอิทธิพลของบรรดานบีที่รู้จักกันมีความเข้าใจอย่างแน่ชัดถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าถึงแม้พวกเขาอาจะมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยถึงวิธีการปฏิบัติตามความเชื่อนั้น ก็แสดงว่านบีคนหนึ่งจะต้องถูกส่งมายังพวกเขาเวลาหนึ่งในอดีต เพราะทุกหมู่ชนนั้นมีรอซูลคนหนึ่งเมื่อรอซูลของพวกเขามา เรื่องก็จะถูกตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรมและพวกเขาจะไม่ถูกอธรรม ( กุรอาน 10: 47 )

แล้วบรรดาพวกที่อ้างว่าไม่ได้มีนบีถูกส่งมาเล่า ? พวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อความเชื่อและการกระทำหรือใม่ ? ตามอายะฮฺข้างต้น นบีคนหนึ่งได้ถูกส่งมายังทุกหมู่ชนแล้ว อาจมียุดหนึ่งซึ่งเป็นยุคที่ความมืดปกคลุมไปทั่ว แต่ช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นเพียงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นไปได้ที่งานของนบีจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้นโดยความคิดและพิธีกรรมที่ผิดเพี้ยนจนคำสอนที่แท้จริงหายไป ในกรณีเช่นนั้น ผู้คนอาจจะยังคงตกอยู่ในความมืดบอดโดยไม่รู้หรือฝืนต่อเจตนาของบรรดานบี คนเหล่านั่นจะไม่ถูกลงโทษหรือถูกตำหนิสำหรับความผิดที่พวกเขาอาจทำไป จนกระทั่งหรือเว้นเสียแต่ว่า พวกเขาได้ ถูกตักเตือนแล้ว : เราไม่เคยลงโทษจนกว่าเราจะได้ส่งรอซูลคนหนึ่งมา ( กุรอ่าน 17 : 15 ) เพราะการเตือนจะมาก่อนความรับผิดชอบและการตอบแทนรางวัลหรือการลงโทษ

นักวิชาการมุสลิมมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น อิมามมะตูริดีและสำนักของเขาให้เหตุผลไม่มีใครสามารถแก้ตัวได้เพราะมีหลักฐานเพียงพอที่ชี้ให้เห็นถึงการมีอยู่ของพระผู้ทรงสร้างองค์เดียวที่จะนำทางผู้คนให้ศรัทธาในพระองค์ สำนักอัชอารีก็โต้แย้งโดยอ้างอายะฮฺข้างต้นว่าก่อนที่จะ มีการตัดสินก็จะต้องมีการตักเตือนและการชี้ทางให้ก่อนและผู้คนจะรับผิดชอบก็ต่อเมื่อนบีได้ถูกส่งมายังพวกเขาแล้ว บางคนได้นำเอาจุดยืนทั้งสองนี้มารวมกัน นั่นคือ สำหรับหมู่ชนที่ไม่มีนบีถูกส่งมาและไม่ได้เป็นผู้ปฏิเสธโดยเจตนาหรือเคารพบูชาเทวรูป ก็คือ พวกที่เรียกว่า “อะฮลุลนะญะฮ” ( คนที่ได้รับการยกเว้นและรอดพ้นจากการถูกลงโทษและคนที่อาจจะได้รับความปลอดภัยตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ) นี่คือจุดยืนที่มาจากความจริงที่ว่าบางคนไม่สามารถวิเคราะห์สิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขาหรือพิจารณาได้ว่าอะไรเป็นความเชื่อและการ

ปฏิบัติที่ถูกต้อง คนเหล่านี้จะต้องได้รับการสอนให้รู้ถึงแนวทางที่ถูกต้องก่อน จะต้องได้รับคำอธิบายและคำแนะนำในเรื่องการปฏิบัติ และหลังจากนั้นจึงจะสามารถได้รับรางวัลตอบแทนหรือถูกลงโทษตามสิ่งที่พวกเขาทำด้วยความรู้ใหม่ บรรดาผู้ปฏิเสธโดยเจตนา ต่อต้านความเชื่อและศาสนาหรือฝ่าฝืนพระเจ้าและคำบัญชาของพระองค์ทั้งๆที่รู้จะถูกสอบถามและลงโทษโดยไม่คำนึงว่าพวกเขาจะอยู่ในยุคไหนก็ตาม

*เทพเจ้ากรีกโบราณดั้งเดิม 2 องค์ที่ผู้คนเคารพสักการะกันอย่างกว้างขวางในกรีกและดินแดนที่ตกอยู่ใต้วัฒนธรรมของกรีกเช่นเดียวกับในอณาจักรโรมัน

 

จากหนังสือ คำถามและคำตอบเกี่ยวกับความศรัทธา

กูเลน เขียน บรรจง บินกาซันแปล

One comment

  • Hello, guest
  • Logout
  • Login

    Or use one of these social networks